ผ่านการแนะนำจากเพื่อน ผมรู้จักกับอาจารย์ต้าหมี่ (Michael) มากว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ก็จำกัดอยู่แค่การพูดคุยบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น จนกระทั่งสัปดาห์ที่แล้วถึงได้เจอกันตัวเป็น ๆ ครั้งแรกที่คาเฟ่แห่งหนึ่งย่านวัดจิ้งอาน การพูดคุยแบบเห็นหน้ากันครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจเขาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในฐานะรุ่นพี่ที่คร่ำหวอดในวงการเทรด อาจารย์ต้าหมี่มีความรู้ที่ลึกซึ้งและทัศนคติที่เข้มงวดในด้านระบบเทรดอัตโนมัติ (EA) มาตลอดหลายปี โดยรักษาสถานะทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ
ในด้านสไตล์การเทรด อาจารย์ต้าหมี่ให้ความสำคัญกับหลักการรู้จักเลือกและตัดทิ้งเป็นอย่างมาก เขารู้ชัดว่าสินค้าไหนเหมาะกับระบบ EA ของตัวเอง สินค้าไหนไม่เหมาะ และหลีกเลี่ยงตลาดที่ตัวเองควบคุมไม่ได้อย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้เขาจึงโฟกัสเฉพาะสินค้าที่ตัวเองคุ้นเคยและทำกำไรได้อย่างมั่นคง ความมุ่งมั่นและวินัยในตัวเองนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
ต่อไป เราจะมาพูดคุยเจาะลึกเส้นทางการเทรดของอาจารย์ต้าหมี่ ว่าเขารักษาการทำกำไรต่อเนื่องได้อย่างไร และมีระบบกับเทคนิคพิเศษอะไรที่ใช้ในการเทรด
ภูมิหลังส่วนตัวและประสบการณ์การเทรด
◎ คุณเริ่มสนใจการเทรดได้อย่างไร? อะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เลือกเข้าสู่ตลาดการเงิน?
ตอนแรกที่ผมสนใจวงการเทรดการเงิน เกิดจากอิทธิพลของละครทีวีเรื่อง 《大时代》 (The Greed of Man) ตอนเด็ก ๆ ละครเรื่องนั้นปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็นและความฝันเกี่ยวกับตลาดหุ้นและการเทรดไว้ในใจผม หลายปีต่อมา ในปี 2010 ผมตัดสินใจเปลี่ยนสายจากที่เดิมทำไอที เข้าสู่ตลาดการเงินอย่างเป็นทางการ พยายามเป็นเทรดเดอร์ ตามความฝันที่เก็บซ่อนไว้นาน
◎ ในอาชีพเทรดเดอร์ของคุณ มีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง?
ในอาชีพเทรดเดอร์ของผม มีเหตุการณ์สำคัญหลายจุดที่ส่งผลชี้ขาดต่อการเติบโตของผม
ช่วงปี 2010 ถึง 2015 เป็นช่วงเริ่มต้นที่ผมเข้าสู่ตลาด ช่วงนี้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองล้วน ๆ ถึงแม้บางครั้งจะมีออเดอร์ที่ทำกำไรได้ แต่โดยรวมยังอยู่ในสถานะขาดทุน การลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงปีเหล่านั้นทำให้ผมค่อย ๆ ตระหนักว่า การพึ่งสัญชาตญาณและประสบการณ์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอเลย
ปี 2015 ผมตัดสินใจเทรดเต็มเวลา แต่ช่วงแรกก็เจออุปสรรคไม่น้อย ตอนนั้นผมมักเทรดด้วย lot ใหญ่ หวังโชคกับออเดอร์ที่ขาดทุน ไม่ยอม cut loss ผลก็คือขาดทุนติดต่อกัน จนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก และก็正是在ความกดดันที่แทบจะจนมุมนี้เอง ผมก็突然ตาสว่างขึ้นมา——การ cut loss อย่างเคร่งครัด คือส่วนที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการเทรด ความเข้าใจนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสไตล์การเทรดของผม
พอถึงปี 2018 หลังจากผ่านการตกผลึกและปรับตัวมาสามถึงสี่ปี การเทรดด้วยมือของผมก็ค่อย ๆ เริ่มมั่นคงขึ้น คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การเฝ้าหน้าจอเป็นเวลานานก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่น้อย เพื่อแก้ปัญหานี้ ผมจึงเริ่มทุ่มเวลาและพลังงานในการพัฒนาระบบเทรดอัตโนมัติ (EA) หวังว่าจะใช้เทคโนโลยีปลดปล่อยเวลาจากการเฝ้าหน้าจอ เพื่อให้มีเวลาออกกำลังกายและปรับจังหวะชีวิตมากขึ้น
หลังเข้าสู่ปี 2022 ผมปรับทิศทางการออกแบบ EA เพิ่มเติม จากเดิมที่เน้น 'ทำเงินให้ได้มากที่สุด' เปลี่ยนเป็นมุ่งสู่ 'ทำกำไรได้อย่างมั่นคงในระยะยาว' การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงทำให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังทำให้ผมพบสมดุลระหว่างการเทรดกับชีวิตที่มีสุขภาพดีและยั่งยืนยิ่งขึ้น
◎ คุณโฟกัสตลาดไหนเป็นหลัก (หุ้น ฟิวเจอร์ส ฟอเร็กซ์ ฯลฯ)? เพราะอะไรถึงเลือกตลาดเหล่านี้?
ผมโฟกัสตลาดฟอเร็กซ์และฟิวเจอร์สเป็นหลัก หุ้นก็เล่นบ้าง ฟอเร็กซ์และฟิวเจอร์สเน้นเทรดรายวันระยะสั้น เพราะตลาดเหล่านี้มีเวลาซื้อขายที่ยืดหยุ่นกว่า เข้ากับจังหวะการเทรดของผมได้ดีกว่า ส่วนหุ้นใช้สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรสินทรัพย์ส่วนตัว เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่มั่นคงและการกระจายความเสี่ยง
กลยุทธ์และสไตล์การเทรด
◎ สไตล์การเทรดของคุณเป็นแบบไหน? (เช่น เทรดรายวัน สวิงเทรด trend following arbitrage ฯลฯ)
สไตล์การเทรดของผมแบ่งเป็นสองช่วงหลัก: อดีตเน้นเทรดด้วยมือ ปัจจุบันเน้นระบบ EA เป็นหลัก
ในช่วงเทรดด้วยมือ ผมใช้วิธีสวิงรายวันเป็นหลัก หาโอกาสเทรดระยะสั้น进行操作 แต่ตอนนี้เทรดด้วยมือน้อยมากแล้ว
ตอนนี้จุดโฟกัสเปลี่ยนไปที่การเทรดอัตโนมัติ (EA) เน้นการผสมผสานหลายสินค้า หลายกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงการ arbitrage ข้ามสินค้าด้วย กลยุทธ์โดยรวมให้ความสำคัญกับการจัดการ position และการเฮดจ์ความเสี่ยงมากขึ้น เป้าหมายคือให้ระบบเทรดทำงานได้อย่างมั่นคงในระยะยาวและทำกำไรต่อเนื่องโดยควบคุมความเสี่ยงได้
◎ แก่นของกลยุทธ์การเทรดของคุณคืออะไร? ก่อตัวขึ้นได้อย่างไร?
แก่นของกลยุทธ์การเทรดผมเน้นเทรนด์สวิงเป็นหลัก พร้อมให้ความสำคัญกับการจัดการ position และการควบคุมความเสี่ยงอย่างมาก กรอบกลยุทธ์นี้เป็นผลจากการสรุปและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจากประสบการณ์เทรดจริงหลายปี และค่อย ๆ ค้นพบว่ามันเข้ากับลักษณะนิสัยของผมมาก——มั่นคงแต่ก้าวหน้า ให้ความสำคัญกับจังหวะโดยรวมและสมดุลความเสี่ยง ดังนั้นระบบการเทรดที่นำด้วยเทรนด์และมีพื้นฐานจากการควบคุมความเสี่ยงนี้ จึงกลายเป็นกลยุทธ์หลักที่ผมยึดถือและพัฒนาไปเรื่อย ๆ
◎ มีเครื่องมือหรืออินดิเคเตอร์ที่คุณชอบเป็นพิเศษไหม? เครื่องมือเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรต่อการตัดสินใจของคุณ?
ช่วงแรกผมศึกษาอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคต่าง ๆ ก็เรียนรู้และลองระบบเทรดไม่น้อย หวังว่าจะหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองที่สุด แต่เมื่อประสบการณ์การเทรดมากขึ้น ผมก็ค่อย ๆ ค้นพบว่าการพึ่งอินดิเคเตอร์มากเกินไปกลับรบกวนการตัดสินใจ ตอนนี้การเทรดของผมเน้นกราฟเปลือย (naked chart) เป็นหลัก ให้ความสำคัญกับโครงสร้างและจังหวะของ price action เอง วิธีที่เรียบง่ายนี้กลับทำให้การตัดสินใจตรงไปตรงมา ชัดเจนขึ้น และเข้ากับแนวคิดการเทรดปัจจุบันของผมมากกว่า
◎ คุณตัดสินใจจังหวะเข้าและออกอย่างไร? ใช้เครื่องมือวิเคราะห์หลักอะไรในการเทรด (เช่น การวิเคราะห์ทางเทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ฯลฯ)?
ในการเทรดผมจะอ้างอิงปัจจัยพื้นฐานเพื่อ判斷ทิศทางและจังหวะโดยรวมของตลาด แต่จังหวะเข้าและออกที่ конкреเจาะจง ยังคงพึ่งการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นหลัก เครื่องมือวิเคราะห์หลักคือการสังเกตรูปแบบแท่งเทียน โดย判斷จากสองปัจจัยสำคัญคือ 'เทรนด์ + ตำแหน่ง' กล่าวคือ บนพื้นฐานของเทรนด์ตลาดที่ชัดเจน ผสมกับแนวรับแนวต้านสำคัญ โครงสร้างราคา ฯลฯ เพื่อหาโอกาสเทรดที่คุ้มค่า วิธีนี้มีทั้งการนำทางจากภาพรวม และความแม่นยำในระดับปฏิบัติการ
◎ ในการเทรดคุณใช้กลยุทธ์ price action ไหม? ถ้าใช้ กลยุทธ์นี้ได้ผลอย่างไรในการเทรดของคุณ?
ในการเทรด ผมใช้กลยุทธ์ price action จริง โดยสังเกตตำแหน่งสำคัญและทิศทางของแท่งเทียนบนกราฟหลายไทม์เฟรมเพื่อ判斷 ผมจะให้ความสำคัญกับการแสดงออกของราคา ณ ตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ เพื่อตัดสินว่ามีเงื่อนไขเข้าไหม กลยุทธ์ที่อิง price action นี้ช่วยให้ผมจับอารมณ์ตลาดและโมเมนตัมได้ชัดเจนขึ้น และได้ผลค่อนข้างดีในการเทรดจริง
การบริหารความเสี่ยงและการจัดการเงินทุน
◎ คุณควบคุมความเสี่ยงในการเทรดอย่างไร? มีมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงไหม?
ในการเทรด ผมให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงมาก โดยตั้ง stop lossเป็นหลักในการจัดการความเสี่ยง ซึ่งรวมถึง stop loss แบบซ่อน stop loss แบบแบ่งส่วน และ stop loss แบบปกติ ใช้อย่างยืดหยุ่นตามสภาพตลาด นอกจากนี้ เมื่อทิศทางตลาดไม่ชัดเจน ทิศทางยังไม่แน่นอน ผมก็ใช้กลยุทธ์ล็อก position แบบแบ่งส่วน เพื่อควบคุมความเสี่ยงของ exposure รอสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นแล้วค่อยตัดสินใจเพิ่มเติม มาตรการเหล่านี้ช่วยให้ผมรักษาจังหวะการเทรดที่มั่นคงในตลาดที่ไม่แน่นอน
◎ คุณตั้ง stop loss และ take profit แบบคงที่สำหรับทุกออเดอร์ไหม? อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนทั่วไปเป็นเท่าไหร่?
ผมจะตั้งค่า stop loss และ take profit ตามลักษณะความผันผวนและนิสัยการเทรดของแต่ละสินค้า ไม่ใช้ค่าคงที่ โดยรวมผมมีข้อกำหนดด้านความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ชัดเจน มักจะทำให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอยู่ที่1:1.5 ขึ้นไป เพื่อรับประกันความมั่นคงและศักยภาพทำกำไรในระยะยาว
ในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดที่ผมสนใจมีความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และความเร็วก็เร็วขึ้นมาก ดังนั้นในการจัดการ position โดยเฉพาะการตั้ง stop loss และ take profit ต้องปรับตัวอย่างยืดหยุ่นและทันท่วงทีมากขึ้น เพื่อรับมือกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
◎ ในการจัดการเงินทุนในบัญชี คุณจัดสรรอย่างไร? มีกลยุทธ์จัดสรรเงินทุนต่างกันสำหรับตลาดต่าง ๆ ไหม?
ในด้านการจัดการเงินทุน ผมจัดสรรอย่างเหมาะสมตามลักษณะของแต่ละตลาด เช่น หุ้นมักเป็นการลงทุนระยะกลางถึงยาว จึงให้สัดส่วนเงินทุนที่สูงกว่า ส่วนฟอเร็กซ์และฟิวเจอร์สที่เหมาะกับการเทรดระยะสั้น จะปรับขนาดเงินทุนอย่างยืดหยุ่นตามความต้องการของกลยุทธ์ ด้วยกลยุทธ์การจัดสรรที่แตกต่างนี้ ทำให้สมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนได้ดีขึ้น บรรลุการเติบโตของสินทรัพย์ที่มั่นคง
จิตใจและการจัดการทางจิตวิทยา
◎ ในการเทรด ปัจจัยทางจิตใจสำคัญแค่ไหน? คุณรับมือกับอารมณ์ที่เกิดจากความผันผวนของตลาดอย่างไร?
ในการเทรด ปัจจัยทางจิตใจมีบทบาทสำคัญมาก เมื่อเจอการทำกำไรติดต่อกัน ผมจะเตือนตัวเองให้รักษาความเข้มงวด ไม่ประมาทเพราะราบรื่น ส่วนเมื่อเจอการขาดทุนติดต่อกัน ต้องรักษาความมั่นใจ ยึดมั่นในระบบและแผนการเทรดของตัวเอง การปรับตัวเองนี้ช่วยควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น รักษาความมีเหตุผลและมั่นคง เพิ่มความต่อเนื่องและประสิทธิผลของการเทรด
◎ มีวิธีปรับจิตใจพิเศษที่ช่วยให้คุณสงบและปฏิบัติตามแผนเทรดอย่างเคร่งครัดไหม?
เพื่อรักษาความสงบและปฏิบัติตามแผนเทรดอย่างเคร่งครัด ผมควบคุมจำนวนครั้งในการเทรดเพื่อหลีกเลี่ยงการเทรดมากเกินไป ทำให้ทุกออเดอร์ผ่านการคิดอย่างรอบคอบ พร้อมกันนั้นก็ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายในชีวิต เช่น เล่นบาสเก็ตบอลหรือฟุตบอลเพื่อคลายความเครียด รักษาสภาพร่างกายและจิตใจที่ดี เพื่อเพิ่มวินัยและความสามารถในการปฏิบัติตามแผน
◎ คุณคิดว่าจิตใจและวินัยมีบทบาทอย่างไรในการเทรด?
ผมคิดว่าปัจจัยทางจิตใจสำคัญมากในการเทรด เพราะสภาพจิตใจของคนส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรม การรักษาจิตใจที่เข้มงวดเท่านั้นจึงจะทำให้การเทรดเป็นระเบียบและมีวินัยมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาความสามารถในการรับแรงกดดันทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสู่ความมั่นคงและความสำเร็จระยะยาวในการเทรด
บทส่งท้าย
สำหรับการพัฒนาตลาดในอนาคต อาจารย์ต้าหมี่ยังคงโฟกัสตลาดหลักอย่างหุ้น ฟิวเจอร์ส และฟอเร็กซ์ พร้อมทั้งติดตามตลาดสกุลเงินดิจิทัลที่กำลังมาแรงอย่างเหมาะสม ตามเวลาและความสนใจของตัวเอง นอกจากนี้ เขายังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญและเหตุการณ์ระหว่างประเทศ เช่น ความคืบหน้านโยบายภาษีของสหรัฐฯ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพูดถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเทรด อาจารย์ต้าหมี่เริ่มจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อ่านหนังสือการเทรดต่าง ๆ รวมถึงเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและจิตวิทยาการเทรด ต่อมาได้เข้าร่วมกิจกรรมออฟไลน์หลายรูปแบบ เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น ผสมกับนิสัยตัวเองและสินค้าที่เทรด ค่อย ๆ สรุปวิธีเทรดที่เหมาะกับตัวเอง กุญแจของการเติบโตในการเทรดคือการรักษาความเกรงขามต่อตลาด การเทรดดูเหมือนง่าย แต่ผลลัพธ์กลับโหดร้ายอย่างยิ่ง เขาแนะนำให้มือใหม่เทรดด้วย lot เล็ก ทำการควบคุมความเสี่ยงให้ดี และเรียนรู้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
มองย้อนกลับไปในอาชีพเทรด บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ——การ cut loss อย่างเคร่งครัด คือกุญแจเปิดประตูสู่ความสำเร็จ ในอนาคต เขาหวังว่าจะทำกำไรได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องในสินค้าที่คุ้นเคย พร้อมทั้งมีความสามารถรับมือกับความผันผวนรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทันหันได้อย่างสงบ อาจจะลองตลาดคริปโต แต่จะจัดเวลาตามความเหมาะสม เพื่อให้การเทรดและชีวิตสมดุลกัน
อาจารย์ต้าหมี่คิดว่าเทรดเดอร์ที่ดีต้องมีจิตใจเข้มแข็ง ทัศนคติเข้มงวด ความคิดเชิงตรรกะชัดเจน ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เก่งในการสรุป และกล้ายอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาด พร้อมกันนั้นเขาอยากเตือนมือใหม่ในตลาดว่า ตลาดเทรดซับซ้อนและอันตรายกว่าที่เห็นบนผิวมาก ขอให้ทุกคนทำตามกำลัง ระมัดระวังในการเข้าร่วม การเทรดควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เทรดอย่างมีความสุขและสนุกกับชีวิตคือเป้าหมายสุดท้าย