การเทรดสามารถเป็นวิธีสร้างผลตอบแทนสูงในการเพิ่มเงินทุน แต่ถ้าทำผิดวิธีก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลเช่นกัน หนึ่งในกุญแจสำคัญของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ คือการสร้างมาตรฐานสำหรับประเมินโอกาสเทรดแต่ละครั้ง บทความนี้จะแนะนำ "วิธีทดสอบ 5 ขั้นตอน" เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจว่าเทรดหนึ่ง ๆ คุ้มค่าที่จะดำเนินการหรือไม่
ผ่านทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ คุณจะเพิ่มโอกาสทำกำไรจากการเทรด พร้อมลดความเสี่ยงลงได้
ขั้นตอนที่ 1: รูปแบบการเทรด
ขั้นตอนแรกของการทดสอบ 5 ขั้น คือการระบุรูปแบบการเทรด หรือที่เรียกว่า trading pattern หมายถึงชุดของเงื่อนไขตลาดเฉพาะที่บ่งชี้ว่าตลาดอาจกำลังเกิดโอกาสเทรดที่น่าสนใจ
ในการวัดรูปแบบการเทรด คุณสามารถผสมผสานการวิเคราะห์ทางเทคนิคและ/หรือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือการศึกษากราฟราคาและใช้อินดิเคเตอร์ต่าง ๆ เพื่อระบุรูปแบบ แนวโน้ม และพฤติกรรมราคาในตลาด ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือการศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจ นโยบายธนาคารกลาง และข้อมูลมหภาคอื่น ๆ เพื่อประเมินว่าวัฏจักรเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในช่วงใด หรือดูข้อมูลการเงินของบริษัท เช่น รายได้ กำไร กระแสเงินสด เพื่อประเมินศักยภาพการเติบโตในอนาคต (สำหรับการเทรดหุ้น)
ขั้นตอนที่ 2: สัญญาณทริกเกอร์การเทรด
เมื่อคุณระบุรูปแบบการเทรดได้แล้ว ขั้นต่อไปคือรอให้สัญญาณทริกเกอร์การเทรดปรากฏขึ้น สัญญาณทริกเกอร์การเทรดหมายถึงเหตุการณ์หรือสัญญาณเฉพาะที่ยืนยันว่ารูปแบบการเทรดนั้นเกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างเช่น ในการเทรดหุ้น ถ้าคุณใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและเทรดตามแนวโน้มหรือโมเมนตัม เมื่อราคาหุ้นทะลุแนวต้านสำคัญ ก็อาจถือเป็นสัญญาณทริกเกอร์การเทรดได้ ถ้าคุณใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การที่บริษัทประกาศผลประกอบการดีเกินคาดก็อาจเป็นสัญญาณทริกเกอร์การเทรดได้เช่นกัน
พูดง่าย ๆ สัญญาณทริกเกอร์การเทรด คือช่วงเวลาที่ราคา อินดิเคเตอร์ หรือรูปแบบกราฟ ส่งสัญญาณเข้า (entry) ที่ชัดเจนตามแผนเทรดของคุณ และคุณลงมือเข้าออเดอร์จริง
ขั้นตอนที่ 3: stop loss
ก่อนดำเนินการเทรด คุณต้องกำหนดตำแหน่ง stop loss ของตัวเองก่อน stop loss คือระดับราคาที่คุณจะออกจากสถานะโดยสมัครใจ เมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทางหลังคุณเข้า และลดลงถึงระดับที่กำหนดไว้
จุดประสงค์ของ stop loss คือจำกัดขาดทุนในกรณีที่เทรดไม่เป็นไปตามคาด ในการกำหนดตำแหน่ง stop loss คุณต้องดูแนวรับบนกราฟ และความเสี่ยงขาลง/ขาขึ้นที่เทรดนี้อาจเผชิญ
ตำแหน่ง stop loss ของคุณแท้จริงแล้วเป็นการกำหนดขอบเขตความเสี่ยงด้านพฤติกรรมราคาของเทรดนี้ และขอบเขตความเสี่ยงนี้ยังช่วยให้คุณคำนวณ position sizing ได้ คือการตัดสินใจว่าจะใช้ขนาดสถานะเท่าไร โดยอิงจากจำนวนขาดทุนสูงสุดที่คุณยอมรับได้
ขั้นตอนที่ 4: ระดับราคาเป้าหมาย
นอกจากกำหนด stop loss แล้ว คุณยังต้องตั้งระดับราคาเป้าหมายสำหรับเทรดนี้ด้วย ระดับราคาเป้าหมายคือระดับราคาที่คุณวางแผนจะขายทำกำไร
ในการตั้งระดับราคาเป้าหมาย คุณสามารถอ้างอิงแนวต้านสำคัญก่อนหน้าบนกราฟ และพื้นที่ขาขึ้นที่เป็นไปได้ของเทรดนี้
การตั้งระดับราคาเป้าหมายช่วยให้คุณล็อกกำไรได้ทันเวลา และหลีกเลี่ยงการถือสถานะนานเกินไปจนพลาดจังหวะออกที่ดีที่สุด
ระดับราคาเป้าหมายของคุณแท้จริงแล้วคือการประเมินเชิงปริมาณของพื้นที่ทำกำไรสูงสุดที่เป็นไปได้ของเทรดนี้ตั้งแต่ตอนเข้า และยังระบุศักยภาพผลตอบแทนของเทรดนี้อย่างชัดเจน
ขั้นตอนที่ 5: อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน
ขั้นตอนสุดท้ายของวิธีทดสอบ 5 ขั้น คือการประเมินอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนของเทรดนี้ อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคืออัตราส่วนระหว่างกำไรที่เป็นไปได้ หารด้วยขาดทุนที่เป็นไปได้ของเทรดหนึ่ง
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ถือว่าดีมักอยู่ที่อย่างน้อย 2:1 นั่นคือผลตอบแทนที่เป็นไปได้ของเทรดนี้ควรเป็นอย่างน้อยสองเท่าของขาดทุนที่เป็นไปได้
การประเมินอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนช่วยให้คุณตัดสินได้ว่าเทรดนี้ระหว่าง "ผลตอบแทนที่เป็นไปได้" กับ "ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น" คุ้มค่าที่จะดำเนินการจริงหรือไม่
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณา
นอกจาก "วิธีทดสอบ 5 ขั้น" ข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาในการเทรด ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงสภาวะตลาด ข่าวเหตุการณ์ และปัจจัยเฉพาะที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของเทรด ดังนั้นเทรดเดอร์ต้องติดตามความเคลื่อนไหวตลาด การประกาศผลประกอบการของบริษัท และเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับกลยุทธ์การเทรดให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด
20 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังจะทำผิดพลาดในการเทรด
1. คุณไม่ได้ใช้วิธีการที่มีโครงสร้างในการประเมินโอกาสเทรด
2. คุณตัดสินใจเทรดด้วยอารมณ์หรือสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว
3. ก่อนเทรด คุณไม่ได้ศึกษาตลาด (หรือบริษัท)
4. ก่อนเข้า คุณไม่ได้ระบุรูปแบบการเทรดที่ชัดเจน
5. ก่อนเทรด คุณไม่ได้รอสัญญาณทริกเกอร์การเทรดที่ชัดเจน
6. คุณไม่ได้ตั้ง stop loss เพื่อจำกัดขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น
7. คุณตั้ง stop loss ใกล้ราคาเข้าเกินไป ทำให้เสี่ยงถูกตลาดกวาดออกง่าย
8. คุณไม่ได้ตั้งระดับราคาเป้าหมายเพื่อล็อกกำไร
9. คุณตั้งระดับราคาเป้าหมายไกลจากราคาเข้าเกินไป ขาดความเป็นไปได้จริง
10. คุณไม่ได้ประเมินอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนของเทรดนี้
11. คุณไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อเทรด เช่น สภาวะตลาดหรือข่าวเหตุการณ์
12. ใช้เลเวอเรจหรือมาร์จิ้นเทรดโดยไม่เข้าใจความเสี่ยงอย่างเพียงพอ
13. คุณไม่ได้กระจายความเสี่ยงของระบบเทรด แต่กลับทุ่มเงินมากเกินไปในเทรดเดียว
14. คุณไล่ตามสินทรัพย์ (หรือหุ้น) ที่กำลังร้อนแรง หรือไล่ซื้อทั้งที่ตลาดขึ้นสูงเกินไปแล้ว
15. คุณมองข้ามแนวโน้มระยะยาว และสนใจแค่สัญญาณรบกวนระยะสั้นของตลาด
16. คุณบริหารอารมณ์ของตัวเองได้ไม่ดี และตัดสินใจเทรดแบบหุนหันพลันแล่น
17. คุณไม่ได้ใช้บันทึกการเทรดเพื่อบันทึกการเทรดและประเมินกลยุทธ์ของตัวเองในระยะยาว
18. คุณไม่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่ได้ปรับกลยุทธ์การเทรดตามประสบการณ์
19. เมื่อต้องการความช่วยเหลือ คุณไม่ได้ขอคำแนะนำจากพี่เลี้ยงการเทรดหรือเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์
20. คุณไม่ได้ใช้เวลาทบทวนและประเมินระบบเทรดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงตามความจำเป็นเมื่อเวลาผ่านไป
สรุป
ถ้าทำอย่างถูกวิธี การเทรดสามารถเป็นวิธีทำกำไรได้ แต่ถ้าขาดวิธีการเทรดที่มีโครงสร้างและมีความได้เปรียบ ก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลเช่นกัน การปฏิบัติตาม "วิธีทดสอบ 5 ขั้น" ที่แนะนำในบทความนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำเทรดที่กำไร พร้อมลดความเสี่ยงลง สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรด คือการสร้างมาตรฐานสำหรับประเมินโอกาสเทรดแต่ละครั้ง แทนที่จะตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือสัญชาตญาณ
ในการเทรด การมองภาพระยะยาวก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้เทรดเดี่ยวอาจไม่เป็นไปตามคาดเสมอ แต่กลยุทธ์การเทรดที่成熟และมั่นคงจะช่วยให้คุณค่อย ๆ บรรลุเป้าหมายผลตอบแทนระยะยาวได้ ดังนั้นในระหว่างเทรด คุณต้องมีความอดทนและวินัย ไม่ปล่อยให้ความผันผวนระยะสั้นของตลาดมากระทบมากเกินไป
ถ้าคุณต้องการทำกำไรในตลาดอย่างต่อเนื่อง การสร้างวิธีการเทรดที่มีโครงสร้างจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง